Pronoun คืออะไร? สรุปคำสรรพนามภาษาอังกฤษ พร้อมตารางและตัวอย่าง

เวลาเรียนภาษาอังกฤษ เรามักเจอคำอย่าง I, you, he, she หรือ they อยู่ในประโยคแทบทุกวัน คำเหล่านี้เรียกว่า pronoun หรือคำสรรพนาม ใช้แทนชื่อคน สัตว์ สิ่งของ หรือเรื่องที่พูดถึง ช่วยให้ประโยคไม่ต้องเอ่ยชื่อเดิมซ้ำไปซ้ำมา

แต่ pronoun ไม่ได้มีแค่ I, you, we, they เท่านั้นนะ ยังมีคำที่ใช้เป็นกรรม แสดงความเป็นเจ้าของ ชี้สิ่งต่าง ๆ หรือใช้ถามคำถามด้วย บทความนี้จะพาไล่ดูชนิดที่ใช้บ่อย พร้อมตารางและตัวอย่างที่นำไปแต่งประโยคเองได้

Pronoun ภาษาอังกฤษ แสดงตัวอย่าง I, me, my และ mine

Pronoun คืออะไร?

Pronoun (อ่านว่า โพรนาวน์) คือคำสรรพนามที่ใช้แทนคำนาม เช่น ชื่อคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่ โดยปกติเราจะรู้ว่าคำนั้นแทนใครหรืออะไรจากประโยคก่อนหน้า หรือจากสถานการณ์ที่กำลังพูดถึง

ลองเทียบสองประโยคนี้ดู:

  • Mina has a dog. Mina walks Mina’s dog every morning.
    มีนามีสุนัข มีนา พาสุนัขของมีนาไปเดินเล่นทุกเช้า
  • Mina has a dog. She walks it every morning.
    มีนามีสุนัข เธอพามันไปเดินเล่นทุกเช้า

ประโยคที่สองฟังเป็นธรรมชาติกว่า เพราะใช้ she แทน Mina และใช้ it แทน a dog เราเลยไม่ต้องพูดชื่อซ้ำหลายรอบ

ตาราง pronoun ที่ควรรู้

ประธานกรรมแสดงความเป็นเจ้าของ + คำนามแสดงความเป็นเจ้าของเดี่ยว ๆสะท้อนกลับ
Imemyminemyself
youyouyouryoursyourself / yourselves
hehimhishishimself
sheherherhersherself
ititits—itself
weusouroursourselves
theythemtheirtheirsthemselves

จำจุดต่างให้ดี: my, your, her, our, their ต้องมีคำนามตามหลัง เช่น my book ส่วน mine, yours, hers, ours, theirs ใช้เดี่ยว ๆ ได้ เช่น This book is mine. คำว่า his ใช้ได้ทั้งสองแบบ ส่วน its ใช้หน้าคำนาม และโดยทั่วไปไม่มีรูปเดี่ยวที่ใช้แทน “ของมัน” แบบเดียวกับ mine

Pronoun มีกี่ชนิด? ชนิดที่เจอบ่อยมีอะไรบ้าง

ตำราแต่ละเล่มอาจจัดหมวดคำสรรพนามต่างกันเล็กน้อย บทความนี้รวม 9 กลุ่มที่ผู้เรียนเจอบ่อย ส่วน my, your, her ที่อยู่ในตารางเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของซึ่งวางหน้าคำนาม (possessive determiner) จึงใส่ไว้เพื่อให้เทียบกับ mine, yours, hers ที่ใช้แทนคำนามได้โดยตรง

1. Subject pronouns: คำสรรพนามที่เป็นประธาน

ใช้แทนคนหรือสิ่งที่เป็นผู้ทำกริยา มักวางไว้หน้ากริยา ได้แก่ I, you, he, she, it, we, they

  • They live near the school. — พวกเขาอยู่ใกล้โรงเรียน
  • She speaks English at work. — เธอพูดภาษาอังกฤษที่ทำงาน

2. Object pronouns: คำสรรพนามที่เป็นกรรม

ใช้เป็นกรรมของกริยา หรือวางหลังบุพบท ได้แก่ me, you, him, her, it, us, them เช่น Can you help me? (ช่วยฉันได้ไหม) และ We are waiting for them. (เรากำลังรอพวกเขา) จุดที่จำง่ายคือหลังคำกริยาหรือบุพบทให้ใช้รูปกรรม เช่น for her ไม่ใช่ for she

  • Can you help me? — คุณช่วยฉันได้ไหม
  • We are waiting for them. — พวกเรากำลังรอพวกเขา

บางประโยคมีกรรมสองตัว เช่น She gave me a note. — เธอให้โน้ตฉันหนึ่งแผ่น me คือผู้รับ (กรรมรอง) ส่วน a note คือสิ่งที่ถูกให้ (กรรมตรง)

3. Possessive pronouns: คำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ

กลุ่มนี้มีสองรูปแบบที่มักทำให้สับสน รูปแรกวางหน้าคำนาม เช่น your phone เรียกว่า possessive adjective หรือ possessive determiner ส่วนรูปที่ใช้แทน “คำนาม + ความเป็นเจ้าของ” ได้เลย เช่น It is yours. เรียกว่า possessive pronoun

  • This is her bag. — นี่คือกระเป๋าของเธอ
  • This bag is hers. — กระเป๋าใบนี้เป็นของเธอ

4. Reflexive pronouns: คำสรรพนามสะท้อนกลับ

ใช้เมื่อประธานและกรรมเป็นคนหรือสิ่งเดียวกัน รูปคำลงท้ายด้วย -self หรือ -selves เช่น myself, yourself, himself, herself, itself, ourselves, themselves

  • He taught himself to cook. — เขาหัดทำอาหารด้วยตัวเอง
  • I made this cake myself. — ฉันทำเค้กนี้ด้วยตัวเอง

ถ้าใช้ reflexive pronoun เพื่อบอกว่าประธานทำกริยากับตัวเอง เช่น She looked at herself in the mirror. แปลว่าเธอมองตัวเองในกระจก แต่ถ้าใช้เพื่อเน้นว่า “ทำเอง” เช่น I made the cake myself. จะเป็นการใช้เพื่อเน้นความหมาย รูปคำเหมือนกันแต่หน้าที่ต่างกัน และไม่ควรใช้ myself เป็นประธานเดี่ยว ๆ: ให้พูดว่า I went to school ไม่ใช่ Myself went to school

5. Demonstrative pronouns: คำสรรพนามชี้เฉพาะ

This, that, these, those ใช้ชี้สิ่งที่อยู่ใกล้หรือไกล โดย this/that ใช้กับสิ่งเดียว ส่วน these/those ใช้กับหลายสิ่ง ถ้าใช้เดี่ยว ๆ จะทำหน้าที่เป็น pronoun เช่น This is my seat. แต่ถ้ามีคำนามตามหลัง เช่น this seat คำนั้นจะทำหน้าที่นำหน้าคำนามแทน

  • This is my seat. — นี่คือที่นั่งของฉัน
  • Those are fresh flowers. — พวกนั้นคือดอกไม้สด

6. Interrogative pronouns: คำสรรพนามใช้ถาม

ใช้ขึ้นต้นคำถามเพื่อถามถึงคนหรือสิ่งของ เช่น who (ใคร), whom (ใครในตำแหน่งกรรม), whose (ของใคร), what (อะไร) และ which (อันไหน/คนไหน)

  • Who called you? — ใครโทรหาคุณ
  • Which do you prefer, tea or coffee? — คุณชอบอันไหนมากกว่า ชาหรือกาแฟ
  • Whose keys are these? — กุญแจพวกนี้เป็นของใคร

Who ใช้ถามถึงคนในตำแหน่งประธาน ส่วน whom เป็นรูปกรรมและมักพบในภาษาเขียนหรือสถานการณ์เป็นทางการกว่า ในบทสนทนาทั่วไปมักใช้ who แทนได้ เช่น Who did you meet? (คุณเจอใครมา?)

7. Relative pronouns: คำสรรพนามเชื่อมอนุประโยค

Who, whom, whose, which, that ใช้เชื่อมข้อมูลเพิ่มเข้ากับคำนามที่กล่าวถึง เช่น The teacher who helped me is very kind. — ครูที่ช่วยฉันใจดีมาก

Who, whom, whose, which, that ใช้เชื่อมส่วนขยายเข้ากับคำนามที่กล่าวถึง เช่น The teacher who helped me is very kind. — ครูที่ช่วยฉันใจดีมาก โดย who เชื่อมคำว่า teacher กับข้อมูลที่ตามมา ส่วน that ใช้กับคนหรือสิ่งของได้ในประโยคที่ให้ข้อมูลจำเป็น เช่น The book that I bought is on the desk.

8. Indefinite pronouns: คำสรรพนามไม่เจาะจง

ใช้พูดถึงคนหรือสิ่งของแบบไม่ระบุแน่ชัด เช่น someone, anyone, everyone, nobody, something, anything

  • Someone left a message for you. — มีใครบางคนฝากข้อความถึงคุณ
  • Everything is ready. — ทุกอย่างพร้อมแล้ว

คำอย่าง everyone, someone, each และ nobody มองเป็นเอกพจน์ จึงใช้กริยาเอกพจน์ เช่น Everyone is ready. — ทุกคนพร้อมแล้ว ส่วน both และ several ใช้กับกริยาพหูพจน์ เช่น Both are ready. — ทั้งสองคนพร้อมแล้ว แม้ everyone จะใช้กริยาเอกพจน์ แต่เมื่อต้องพูดต่อโดยไม่ระบุเพศ ใช้ they/their ได้ เช่น Everyone brought their notebook. They are ready.

9. Reciprocal pronouns: คำสรรพนามที่สื่อว่าทำต่อกัน

Each other และ one another ใช้เมื่อคนหรือสิ่งตั้งแต่สองฝ่ายทำสิ่งนั้นต่อกัน เช่น They help each other. — พวกเขาช่วยเหลือกัน และ The two friends sent messages to one another. — เพื่อนสองคนส่งข้อความหากัน

วิธีเลือก pronoun ให้ถูกตำแหน่ง

เวลาไม่แน่ใจ ลองเช็กทีละข้อ: 1) คำนั้นแทนใครหรืออะไร 2) ทำหน้าที่อะไรในประโยค — เป็นผู้ทำกริยาให้ใช้รูปประธาน ถ้าเป็นผู้รับผลหรืออยู่หลังบุพบทให้ใช้รูปกรรม 3) ถ้าพูดถึงความเป็นเจ้าของ ดูว่ามีคำนามตามหลังไหม เช่น my bag แต่ the bag is mine และ 4) ตรวจว่าคนอ่านรู้ชัดหรือไม่ว่า pronoun อ้างถึงใคร

ตัวอย่างเช่น Mina talked to Pam because she was worried. อ่านแล้วอาจไม่ชัดว่าใครกังวล ถ้าหมายถึงแพม ให้เขียน Mina talked to Pam because Pam was worried. การเขียนชื่อซ้ำบางครั้งช่วยให้ประโยคชัดกว่าการฝืนใช้ pronoun ทุกครั้ง

ข้อผิดพลาดเรื่อง pronoun ที่เจอบ่อย

  • ใช้ประธานแทนกรรม: พูดว่า She called me ไม่ใช่ She called I เพราะหลังคำกริยา called ต้องใช้รูปกรรม me
  • ใช้ my กับ mine สลับกัน: This is my pen. แต่ This pen is mine. อย่าวาง my เดี่ยว ๆ โดยไม่มีคำนามตามหลัง
  • สับสนระหว่าง its กับ it’s: its แปลว่า “ของมัน” ส่วน it’s ย่อมาจาก it is หรือ it has
  • ใช้สรรพนามไม่ตรงกับคำนาม: เลือกรูปให้สอดคล้องกับจำนวนและบริบท และทำให้ชัดว่า pronoun อ้างถึงใคร
  • ลืมกริยาเอกพจน์กับ everyone: ใช้ Everyone is ไม่ใช่ Everyone are แต่ใช้ they/their อ้างถึงคนคนนั้นต่อได้
  • ใช้ reflexive pronoun เป็นประธาน: ใช้ I หรือ she เป็นประธาน ไม่ใช้ myself หรือ herself ลำพัง

ลองเช็กความเข้าใจ

เติม pronoun ที่เหมาะสมในช่องว่าง: Lisa is my friend. ___ lives next door, and I often visit ___.

เฉลย: She lives next door, and I often visit her. — She เป็นประธานของประโยค ส่วน her เป็นกรรมของกริยา visit

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ pronoun

Pronoun กับ noun ต่างกันอย่างไร?

Noun คือคำนามที่เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่ เช่น Anna, dog, book ส่วน pronoun เป็นคำที่ใช้แทนคำนามนั้น เช่น she, it, they

ทำไมต้องแยก subject pronoun กับ object pronoun?

เพราะตำแหน่งและหน้าที่ในประโยคต่างกัน subject pronoun เป็นผู้ทำกริยา ส่วน object pronoun เป็นผู้รับผลจากกริยาหรืออยู่หลังบุพบท เช่น They saw us. — They เป็นประธาน และ us เป็นกรรม

คำว่า “you” เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์?

You ใช้ได้ทั้งกับคนเดียวและหลายคน ความหมายดูจากบริบท ส่วนรูปกรรมก็ยังเป็น you เหมือนเดิม เช่น I know you.

Everyone ใช้กับ is หรือ are?

Everyone เป็นสรรพนามไม่เจาะจงที่ใช้กับกริยาเอกพจน์ จึงพูดว่า Everyone is here. แต่ถ้าอ้างถึงทุกคนในประโยคถัดไป ใช้ they ได้ เช่น Everyone is here. They are waiting outside.

ภาษาอังกฤษละ pronoun ที่เป็นประธานได้ไหม?

โดยทั่วไปประโยคภาษาอังกฤษต้องมีประธาน เช่น She works here. ไม่พูดแค่ Works here. ข้อยกเว้นที่เจอบ่อยคือประโยคคำสั่งหรือคำขอ เช่น Please sit down. ซึ่งละ you ได้

สรุป pronoun จำแบบง่าย ๆ

Pronoun คือคำที่ใช้แทนคำนาม เพื่อให้ประโยคไม่ซ้ำและอ่านลื่นขึ้น ก่อนเลือกใช้ให้ดูหน้าที่ของคำนั้นในประโยคก่อนว่าเป็นประธาน เป็นกรรม แสดงความเป็นเจ้าของ ใช้ชี้ ใช้ถาม หรือใช้เชื่อมข้อมูล จากนั้นค่อยเลือกรูปให้ตรง เช่น they เป็นประธาน, them เป็นกรรม, their วางหน้าคำนาม และ theirs ใช้เดี่ยว ๆ

ถ้าอยากฝึกต่อ ลองอ่านเรื่อง subject pronoun, relative pronoun และแบบฝึกหัด pronoun exercises เพิ่มเติมได้

อ่านต่อเรื่อง Pronoun แต่ละชนิด

บทความนี้สรุปภาพรวมไว้ก่อน ถ้าอยากเจาะแต่ละกลุ่มต่อ เลือกอ่านหัวข้อที่ตรงกับสิ่งที่กำลังสงสัยได้เลย